‘เงินกู้’ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ‘เป็นเงินของประชาชน’ - ไทยเสรีนิวส์
‘เงินกู้’ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ‘เป็นเงินของประชาชน’

‘เงินกู้’ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ‘เป็นเงินของประชาชน’ รัฐบาลต้องส่งมอบเงินกู้ให้ “ประชาชนคิด ประชาชนใช้ และประชาชนทำประโยชน์”

พ.ร.ก. การกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย คือ
1. แผนงานสาธารณสุขและแผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงินรวม 600,000 ล้านบาท แยกเป็น ดูแลด้านสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท และเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 555,000 ล้านบาท
2. แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท

ในกรณีเงินกู้ที่นำไปใช้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจำนวน 400,000 ล้านบาท เห็นว่ารัฐบาลควรส่งมอบเงินกู้ส่วนนี้ผ่าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผ่านตำบล หมู่บ้าน หรือผ่านไปยัง ’กองทุนหมู่บ้าน’ เพื่อให้ ‘ประชาชนคิด ประชาชนใช้ และประชาชนทำประโยชน์’ แทนการรวมศูนย์ไว้ที่คณะกรรมการเฉพาะกิจที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเพียงไม่เกิน 11 คน แทน

ซึ่ง ตาม พ.ร.ก. ในด้านการบริการจัดการเงินกู้ 1 ล้านล้าน อยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังที่ใช้“ระบบของคณะกรรมการ” จำนวนไม่เกิน 11 คน มาจากข้าราชการประจำตำแหน่งวิชาการและอำนวยการ 6 ตำแหน่ง มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ และจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจานวนไม่เกิน 5 คน คณะกรรมการ มีอำนาจและหน้าที่ในการวางแผน กำหนดในใช้เงิน 1 ล้านล้าน ที่ พ.ร.ก.ไม่ได้กำหนดรายละเอียดไว้ ทราบว่ามีการกู้เงินและใช้เงินไปเกือบ 200,000 ล้านบาทแล้ว สังคมต้องการทราบว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งไปกี่คนแล้ว เป็นใครบ้าง?

ในกรณีแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงินรวม 400,000 ล้านบาทนั้น ทราบว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 63 เลขาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ ประชุมชี้แจง ผู้ว่าราชจังหวัด และหน่วยงานทั่วประเทศ ให้จัดทำคำขอใช้เงินส่งภายในวันที่ 3 มิ.ย. 63 นำเข้า ก.บ.จ. จังหวัด และ วันที่ 4 มิ.ย. 63 รวบรวมส่งให้ คณะกรรมการกลั่นกรองตาม พ.ร.ก. พิจารณา

การสั่งการที่ให้เวลาในการจัดทำโครงการน้อยมาก ส่วนราชการ หน่วยงานต่าง ๆ มักจะใช้วิธีการ เอาโครงการเดิม ๆ หรือโครงการเก่าที่เคยขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 หรือ 2563 หรือเก่ากว่ามาปัดฝุ่น และมีความซ้ำซ้อนกับงบประมาณอื่น ๆ ในแต่ละจังหวัดและหน่วยงานกระทรวง กรม จะเสนอโครงการเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาตัดออก โครงการจึงมี หลายหมื่นโครงการ จึงเกิดคำถามว่า คณะกรรมการฯ จะตรวจสอบกลั่นกรองอย่างไร?

โครงการต่าง ๆ ราชการกระทรวง กรม และจังหวัดจะมองว่าเป็นภาระหน่วยงาน ต้องรีบใช้งบประมาณเงินกู้ให้หมดเร็วๆ ขาดการมีส่วนรวมของประชาชน หลายส่วนราชการอาจความคิดว่าเงินกู้เป็นงานฝากที่ไม่มีตัวชี้วัดการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่ตกลงไว้กับ กพร. และรัฐสภาตามที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ จึงไม่สำคัญเท่างบประมาณรายจ่ายประจำปี คำกล่าวที่ได้ยินบ่อย คือ “เงินกู้ไม่มีค่าได้มาฟรีๆ ใช้ให้หมดๆ ไป ไม่มีผลกับตัวชี้วัดหน่วยงาน” หรือ “มัวแต่บริหารเงินกู้ไม่บริหารงบประมาณ พ.ศ. 2564 พอกลางปี หรือไตรมาสที่ 2 ใครจะรับผิดชอบถึงความสูญเปล่า ความไร้ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น รวมทั้งอาจจะเกิดการต้องคืนงบประมาณให้รัฐบาลเอาไปทำงบกลาง” ทั้งที่ความเป็นจริงเงินกู้ดังกล่าว “เป็นหนี้สาธารณะ” ที่เมื่อรวมกับหนี้สาธารณะเดิมจะมากกว่า 8 ล้านล้านบาท เป็นภาระของบุคคลทุกคนในปัจจุบันและที่จะเกิดในอนาคต ต้องร่วมกันใช้หนี้อาจใช้เวลาถึง 100 ปีก็เป็นได้ ซึ่ง ‘เงินกู้ ไม่ใช่ได้มาฟรี ๆ ต้องให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง’

สภาพที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินและรายได้อย่างมหาศาลมากที่สุด จึงมีข้อเสนอแนะ ให้รัฐบาลกระจายเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท ส่งมอบเงินให้ประชาชนตรงผ่าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผ่านตำบล หมู่บ้าน หรือผ่านไปยัง ’กองทุนหมู่บ้าน’ (ที่เป็นองค์กรเกิดขึ้นมา 20 ปีที่รู้ปัญหาความต้องการชุมชนอย่างดี) โดยวางกรอบ กระบวนการ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขรวมกันที่ดีจะทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินมากขึ้น เป็นการกระจายรายได้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

การแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ การตัดสินใจ ไม่ควรผ่านกลไกราชการปกติ ไม่ควรเร่งรีบ เร่งรัด เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสคิดเสนอโครงการ บริหารจัดการ การสร้างงาน สร้างอาชีพ พัฒนาศักยภาพได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งถ้าใช้ฐานตำบลประเทศไทยมี ประมาณ 9,652 ตำบล จะได้ประมาณตำบลละประมาณ 40 ล้านบาทเศษ ซึ่งการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าวข้างต้น ยังเป็นการส่งเสริมพลังประชาธิปไตยในระดับตำบล หมู่บ้านหรือชุมชนอีกด้วย

กรณีตัวอย่างโครงการที่ประสบผลสำเร็จ อาทิ

‘กองทุนหมู่บ้าน’ มีงานวิจัยประเมินผลกองทุนหมู่บ้านที่มีจำนวนมากตลอด 20 ปีที่ตั้งกองทุนงานวิจัยประเมินผลจำนวนมากโดยสถาบันการศึกษา นักวิชาการ และองค์กรต่าง ๆ แม้ใครมาเป็นรัฐบาลก็ตามที่เป็นผลดีที่คงอยู่ทุกวันนี้

หรือ กรณี การวิจัยประเมินผลแผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณประจำปี 2556 ของหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีจานวน 20 กระทรวง (รวมสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง) และมีส่วนราชการที่ไม่สังกัดกระทรวงหรือสานักนายกรัฐมนตรี จำนวน 10 หน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนแผนงาน โครงการมากกว่า 1,000 โครงการ โดยให้
– มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (คู่ทำสัญญา)
– มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
– มหาวิทยาลัยทักษิณ
– มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
– มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

พื้นที่ศึกษาประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดสงขลา ตามหลักวิชาการวิจัยอย่างมีเสรีภาพในทางวิชาการ ที่ผลการวิจัยประเมินผลพบว่า แผนงานและโครงการที่มีความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับหมู่บ้าน หรือ พนม. และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล หรือตำบลสันติธรรม นั้น ประชาชนในพื้นที่มีการวางแผนการดำเนินโครงการเป็นระบบ มีการทำประชาคม เพราะเป็นโครงการที่ตรงกับความต้องการของประชาชน ประชาชนมีส่วนร่ามในการดำเนินการบริหารจัดการเอง ประชาชนสามารถนำงบประมาณไปต่อยอดหรือปรับปรุงโครงการให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และก่อให้เกิดความมั่งคงยั่งยืน และความต้องการให้รัฐควรเพิ่มจำนวนงบประมาณของโครงการมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์โดยตรง เป็นต้น

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง
เลขาธิการพรรคประชาชาติ




ป้ายกำกับ:, ,

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง:

เมื่อ “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพง เหตุไฟฟ้าลาว บ่แม่นเจ้าของเขื่อน ความจริงอีกด้านที่ชาวลาวควรรู้
หมายเหตุปลายด้ามขวาน โดยไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
ตามติดชีวิต ผู้รักษาความมั่นคงปลอดภัยเขื่อน กฟผ.
เปิดตัว กาแฟมวลชน นราธิวาส ต่อยอดโมเดลสร้างงาน สร้างอาชีพ แห่งที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อ NGO ทั้งในและนอกประเทศ กำลังร่วมกัน "จุดไฟใต้" กองใหม่ ทางออกจากความขัดแย้ง นอกจาก “อาวุธ” และ” กฎหมาย”คือการแก้ด้...
ติดตามความเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอ ที่เป็นแกนนำพากลุ่มชาวบ้านผู้เห็นต่าง หรือกลุ่มผู้ที่คัดค้านโครงการเมืองต้นแบบที่ 4
สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000