หมายเหตุปลายด้ามขวาน โดยไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล - ไทยเสรีนิวส์
หมายเหตุปลายด้ามขวาน โดยไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล

ถ้าไม่ให้ความสำคัญเรื่อง “อนาคต” หรือจะอยู่กับ “ปัจจุบัน” ที่ไร้หลักประกันอย่างนั้นหรือ

ก่อนที่ ครม.จะมีมติ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2562 ให้ผลักดันโครงการ “เมืองต้นแบบที่ 4” ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อการเชื่อมโยงกับเมืองต้นแบบที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 3 ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ที่  อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่ อ.เบตง จ.ยะลา และที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นั้น

องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ในจังหวัดสงขลา และเครือข่าย ได้ทำการให้ข้อมูลกับกลุ่มคน ที่มีอาชีพในการทำประมงพื้นบ้านใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อทำการต่อต้าน การสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ซึ่งขณะนั้นเป็นเรื่องของกรมเจ้าท่า ที่จะสร้างขึ้นในพื้นที่ ต.ตลิ่งชัน อ.จะนะเพื่อให้เป็น ท่าเรือการส่งออกแห่งที่ 2 ของ จ.สงขลา ซึ่งมีการศึกษาในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปแล้ว และมีการจัดทำเวทีประชาพิจารณ์ หรือ ค.1. และเวทีดังกล่าว ทำไม่สำเร็จ เพราะถูก เอ็นจีโอ นำชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย บุกเข้า”ล้ม”เวที เพื่อการขัดขวาง ไม่ให้ ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมเวทีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เรื่องการใช้กำลังเข้าขัดขวางการทำประชาพิจารณ์ครั้งนั้น ยังอยู่ที่ศาลจังหวัดสงขลา

ดังนั้น เรื่องการขัดขวาง เพื่อมิให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยไม่เอาท่าเรือนำลึก และไม่เอาเมืองต้นแบบที่ 4 ของรัฐบาล จึงเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่เคยคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย โครงการโรงไฟฟ้าจะนะ เฟส 1 และ 2 รวมทั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อปี 2560 มาแล้ว

เป็นเหตุให้การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน 3 ตำบล ของ จ.จะนะ ระหว่างวันที่ 14-20 พ.ค.ของ ศอ.บต. ต้องเลื่อนออกไปก่อน เพราะ เอ็นจีโอ นำกลุ่มประมงพื้นที่บ้านผู้คัดค้านไปประท้วงด้วยการยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และให้ เด็กหญิงคนหนึ่งที่เป็นลูกชาวประมง ปักหลักค้างคืนที่หน้าศาลากลางจังหวัดสงขลา จนกว่าจะมีการสั่งยุติโครงการเมืองต้นแบบแห่งนี้

เป็นกลยุทธง่ายๆ ของ เอ็นจีโอ ที่สร้างข่าวเพื่อให้ “ส่วนกลาง” ได้รับรู้ เพื่อให้การจัดเวทีต้องล่าช้า เพราะถ้ายังมีการการจัดเวทีต่อไป เด็กที่ปักหลักค้างคืนอยู่ที่หน้าศาลากลาง ก็จะไม่กลับบ้าน และข่าวนี้ก็จะถูก “กระพือ” ออกไปโดยเครือข่ายของเอ็นจีโอทั้งหมด เพื่อให้สังคมเห็นถึงความ “โหดร้าย” ของรัฐ ที่ปล่อยให้เด็กหญิงคนหนึ่ง ปักหลักประท้วงอยู่หน้าศาลากลาง

เพราะ เอ็นจีโอ และกลุ่มผู้ต่อต้านทราบดีว่า ถ้ามีการเทียบกำลังคนในพื้นที่ 3 ตำบลแล้ว กลุ่มที่เห็นด้วยกับเมืองต้นแบบที่ 4 มีจำนวนมากกว่า และในขณะเดียวกัน คนที่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ตัดค้านทั้งหมด มีส่วนหนึ่งที่อยู่กับมวลชนกลุ่มที่ต้องการให้เกิดเมืองต้นแบบ หรือเมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ซึ่ง หลังจากที่ชาวบ้านกลุ่มที่เห็นด้วย ไม่สามารถเข้ารับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 กลุ่มคนที่เห็นด้วยซึ่งรวมตัวกันในชื่อ”เครือข่ายประชาชน” จำนวนกว่า 30 คน ซึ่งมาจากทุกสาขาอาชีพ ก็เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา เช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ศาลากลางจังหวัดสงขลา คือ”ตำบลกระสุนตก”ของทั้งฝ่ายค้าน และสนับสนุน โครงการดังกล่าว

ประเด็นของฝ่ายค้าน ที่มี เอ็นจีโอ เป็นผู้นำทั้งด้านการให้ข้อมูล และวางรูปแบบในการ เคลื่อนไหว เพื่อการคัดค้าน ยกประเด็นความสำคัญคือ เมืองต้นแบบ จะทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้สัตว์น้ำในพื้นที่หมดไป และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ สุขอนามัย และสังคมในพื้นที่ ซึ่งต้องเปลี่ยนไปตามความเจริญที่เกิดขึ้น โดยมีตัวอย่างของ “มาบตาพุด” เป็น “โมเดล” ในการสร้างความหวาดกลัว เหมือนกับการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จะมีการนำเอา อดีตของโรงไฟฟ้าถ่านหิน “แม่เมาะ” มาทำการหลอกหลอนประชาชน ให้เห็นว่านั่นคือ “ปีศาจร้าย”

ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ ทั้ง “มาบตาพุด” และ “แม่เมาะ” ในวันนี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่ เอ็นจีโอ นำมาหลอนหลอนอีกต่อไปแน่นอน ทั้ง 2 ที่ ไม่ได้ดีทั้งหมด แต่ส่วนที่เป็นปัญหากับ “สุขอนามัย”ของคนในพื้นที่ในอดีต ได้รับการแก้ไขจนเป็นที่พึงพอใจ และทำให้ผู้คนในเขตอุตสาหกรรม ในเขตโรงไฟฟ้า สามารถอยู่กันได้ มีงาน มีเงิน และมีความสุข

ในส่วนของผู้ที่สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ อ.จะนะ ด้วยการเดินหน้าของ เมืองต้นแบบที่ 4 “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่เป็น “เครือข่ายประชาชนชาวจะนะ” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบของพื้นที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมกับฝ่ายเอกชนเจ้าของทุนและฝ่ายรัฐ ในการออกแบบร่วมกันของ “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เพื่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาการว่างงาน การที่คนในพื้นที่จบการศึกษาแล้วไม่มีงานทำ แก้ปัญหาการขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะความยากจนของครอบครัว การอพยพจากพื้นที่ไปหางานทำยังประเทศเพื่อนบ้านและต่างจังหวัดที่เป็นปัญหาเรื้อรังของ อ.จะนะ มายาวนาน การขาดการเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรมของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เชื่อว่า ถ้ามีการเกิดขึ้นของโครงการใหญ่ๆ เช่น เมืองต้นแบบที่ 4 จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประชาชนที่ดีขึ้น

เครือข่ายประชาชนอำเภอจะนะ มองถึงอนาคตของลูกหลานในพื้นที่ มองถึงความเปลี่ยนแปลงที่ต้องดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งอาชีพหลายอาชีพต่างมีปัญหา ทั้งเรื่องการเกษตรที่ราคาผลผลิตตกต่ำ ดินฟ้าอาการแปรปรวน ผลผลิตขึ้นอยู่กับกลไกการตลาดที่กำหนดโดย “ต่างชาติ” การท่องเที่ยวที่กำลัง “เปลี่ยนผ่าน” สงขลากำลังเป็น “เมืองผ่าน” ที่หวังพึ่งพาเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไม่ได้อีกต่อไป  ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะวันนี้ไม่มีใครที่จะ “จมจ่อม” อยู่กับปัจจุบันโดยที่ไม่มองถึงอนาคต                                                                                                                                                 นายจอม หวั่นห้วย แกนนำเครือข่ายประชาชน กล่าวว่า เราไม่ได้เชื่อข้อมูลของหน่วยงานที่เข้ามาทำความเข้าใจกับโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 และไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เจ้าหน้าที่จาก ศอ.บต. ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งหมด แต่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้ศึกษาข้อมูล และมีโอกาสในการเดินทางไปศึกษาดูงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาแล้วระยะหนึ่ง เพื่อประกอบการตัดสินใจ และวันนี้พี่น้องชาวจะนะ ก็ยังต้องรับฟังข้อดี ข้อเสีย จากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงไม่ควรทำการปิดกั้นการเปิดเวทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการให้ความรู้กับประชาชน เพราะยิ่งมีเวทีมาก ประชาชนยิ่งจะได้ความรู้ ความเข้าใจ และได้มีโอกาสในการ ซักถาม ข้อข้องใจได้มากขึ้น

แน่นอนว่า วันนี้โครงการเมืองต้นแบบที่ 4 หรือ “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ที่คนในพื้นที่ได้รับรู้คือ โครงการนี้เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในพื้นที่ 16,000 ไร่ ใน 3 ตำบล คือ ต.ตลิ่งชัน ,ต.นาทับ และ ต.สะกอม เป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น โรงงานผลิตกังหันลมและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุตสาหกรรมผลิตหัวรถจักรและแคร่ขนตู้สินค้า อุตสาหกรรมเกษตร ผลิตอาหารทะเลแปรรูป ผลิตอาหารฮาลาล ผลิตสินค้าจากยางพารา ปาล์มน้ำมัน รวมทั้งผลผลิตจากการเกษตรอื่นๆ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นั่นคือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กิจกรรมคมนาคมขนส่งพาณิชย์แบบครบวงจร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ

และการลงทุนในพลังงานทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้าพลังธรรมชาติ 1 พลังลม 2 ก๊าซธรรมชาติ 3 แสงอาทิตย์ 4 พลังงานขยะ 5 ชีวมวล ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ไม่มีเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเรื่องของ ปิโตรเคมี ที่เป็นอุตสาหกรรมที่เอ็นจีโอวาดเป็นภาพของ “ปีศาจ” ในโครงการนี้แต่อย่างใด

หนึ่งในข้อเสนอของกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 คือ การ”เปิดอก”หรือ”เปิดใจ” คุยกันฉันท์พี่น้องของกลุ่มผู้คัดค้าน เช่นการไม่ต่อต้านเวทีรับฟังความคิดเห็น การเข้าร่วมเวทีเพื่อซักถามสิ่งที่ไม่เข้าใจ การไม่แบ่งฝักฝ่ายเป็นกลุ่มสนับสนุน กลุ่มคัดค้าน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน คือทางออกของการ”ปรองดอง” ของคนในพื้นที่ เพราะทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายสนับสนุน ล้วนเป็นญาติ เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น

แต่…จากข้อมูล และการติดตามการเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอ และกลุ่มผู้คัดค้าน ที่ค้านทุกโครงการที่ผ่านมา พบว่าแม้จะเปิดเวทีให้เข้าร่วม ก็จะไม่ร่วมแสดงความคิดเห็น และทุกเวทีที่จัดขึ้น ก็จะถูกกล่าวหาว่า ประชาชนที่เข้าร่วมถูกหลอกเป็นเครื่องมือ และถูกว่าจ้าง รวมทั้งการ หาประเด็นต่างๆ ที่ต้องการ “สื่อ” ให้สังคมเห็นถึงความ “ไร้ประโยชน์” ของการพัฒนา และความ “เลวร้าย” ของ กลุ่มทุน ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่ประเทศชาติ และประชาชน ได้รับ จะไม่มานำมากล่าวถึงแม้แต่”กระผีกริ้น”

ดังนั้น รัฐบาล และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องทำความเข้าใจ ทำความรู้จักกับกลุ่มแกนนำ ที่คัดค้านให้ถ่องแท้ เพื่อที่จะได้วางน้ำหนักในเรื่องความสำคัญ ไม่สำคัญ ของการคัดค้าน เพื่อเห็นถึง”แก่นแกน” ของกลุ่มผู้นำ และผู้คัดค้าน เพราะถ้าให้ความสำคัญผิด การตัดสินใจก็ผิดไปด้วย และที่สำคัญ ที่เป็นคำถามของคนในสังคมคือ

เมื่อรัฐให้ความสำคัญ ให้ที่”หยัดยืน” กับกลุ่มผู้คัดค้านการพัฒนาที่นำโดย เอ็นจีโอ แล้วในฝั่งของผู้เห็นด้วย และสนับสนุนให้มีการพัฒนา รัฐจะไม่ให้ความสำคัญไม่ฟังเสียงของพวกเขา ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ อย่างนั้นหรือ วันนี้รัฐใช้อะไรในการตัดสิน เพื่อการ “ยุติ”โครงการ และการ “เดินหน้า” โครงการพัฒนาประเทศที่เป็นโครงการใหญ่ๆ

ระหว่างเสียงของเอ็นจีโอนอกพื้นที่ กับเสียงของประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลจะให้น้ำหนักคนกลุ่มไหน และจะรับฟังคนกลุ่มไหน นี่คือสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการคำตอบ




ป้ายกำกับ:, , ,

previous arrow
next arrow
Slider
wordpress themes by wpicus
สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000