ปลาตื่นน้ำ ชาวประมงจับปลาได้เยอะ แต่ระยะยาวเสี่ยงสูญพันธุ์ ผลกระทบจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ความแปรปรวนของสายน้ำที่ไม่มีวันเหมือนเดิม - ไทยเสรีนิวส์
ปลาตื่นน้ำ ชาวประมงจับปลาได้เยอะ แต่ระยะยาวเสี่ยงสูญพันธุ์ ผลกระทบจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ความแปรปรวนของสายน้ำที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ติดตามท่าทีรัฐไทยกรณีเขื่อนหลวงพระบาง ท่ามกลางความแปรปรวนของสายน้ำ เผยชาวประมงลุ่มน้ำโขงจับปลาได้เยอะ เหตุปลาตื่นน้ำ แต่ระยะยาวเสี่ยงสูญพันธุ์ ผลกระทบจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ความแปรปรวนของสายน้ำที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

วันที่ 26 เมษายน 2563 นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ในฐานะทนายความของเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เปิดเผยว่าได้รับจดหมายจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงวันที่ 16 เมษายน 2563 ชี้แจงกรณีที่เครือข่ายฯ ได้ส่งจดหมายเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 และเอกสารตอบกลับของรัฐบาลไทยต่อกระบวนการแจ้งปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) กรณีโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งครบระยะเวลา 6 เดือนเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า กล่าวว่าเอกสารดังกล่าวของ สทนช. มีเนื้อหาสำคัญระบุว่า รัฐบาลไทยมีความกังวลและข้อเสนอแนะให้รัฐบาลลาว ในฐานะเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ ปรับปรุงพัฒนาและการบริหารโครงการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในประเด็นสำคัญ 8 ข้อ คือ

1.การเปลี่ยนแปลงด้านอุทกวิทยาและชลศาสตร์ (ระดับน้ำขึ้น-ลงอย่างฉับพลันและช่วงเวลา) ที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนท้ายน้ำด้านการประมง การเกษตรริมฝั่ง การท่องเที่ยว ภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วมโดยฉับพลัน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสัณฐานของตัวลำน้ำและตลิ่งแม่น้ำโขง

2.มีความห่วงกังวลต่อการลดลงของตะกอนและสารอาหารที่มีผลต่อระบบนิเวศและธรณีสัณฐานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อแม่น้ำโขงสายประธาน ห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติและความมั่นคงด้านอาหาร

3.การเปลี่ยนแปลงด้านการให้บริการของระบบนิเวศ  ข้อกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฎการณ์แม่น้ำเปลี่ยนสี จึงต้องหาศึกษาหาปัจจัยและสาเหตุหลักมาจากอะไร รวมทั้งต้องการทราบข้อมูลการกำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ข้อเสนอเกี่ยวกับการศึกษาเพิ่มเติมและติดตามผลกระทบข้ามพรมแดน และผลกระทบสะสมต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำจากการบริหารจัดการโครงการเขื่อนขั้นบันไดอย่างเป็นระบบและครอบคลุมตลอดช่วงลำน้ำ

4.ด้านการประมงและทางปลาผ่าน มีข้อกังวลอย่างมากต่อโครงสร้างทางปลาผ่านและการบริหารจัดการเขื่อนแบบขั้นบันไดว่าจะสามารถเอื้อต่อการอพยพขึ้น-ลงของปลาตามฤดูกาลหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณการทดแทนของปลา ทำให้ปริมาณ ชนิดพันธุ์ ขนาดและความหลากหลายของพันธุ์ปลาลดลงและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารในประเทศไทยและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงโดยรวม มีข้อเสนอให้มีการดำเนินงานถอดบทเรียนด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติทางปลาผ่านของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรีเพื่อปรับแบบทางปลาผ่านของโครงการเขื่อนหลวงพระบาง

5.มีข้อเสนอให้ศึกษาวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนและผลกระทบสะสมเพิ่มเติมในพื้นที่ท้ายน้ำที่มีผลกระทบจ่อประชาชนและชุมชนในประเทศท้ายน้ำและกำหนดมาตรการและแผนการปรับตัวของชุมชนที่ชัดเจนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

6.การแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยเสนอให้มีการจัดตั้งกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร การเปิดเผยข้อมูลและการติดตามผลกระทบในช่วงการก่อสร้างและระหว่างการปฏิบัติการของเขื่อนแบบขั้นบันได เพื่อให้ทราบถึงสภาพและการเปลี่ยนแปลงด้านทุกวิทยาและชลศาสตร์ รวมทั้งมาตรการการสื่อสารที่จำเป็นระหว่างการก่อสร้างและในช่วงการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบข้ามพรมแดนและผลกระทบสะสมที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แผนการเตรียมความพร้อมฉุกเฉิน(Emergency Prparendness Plan) ที่มีการสื่อสารกับพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำ

7.จดหมายของ สทนช. มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผลและบรรเทาผลกระทบ โดยมีข้อเสนอให้ สปป.ลาว และผู้พัฒนาโครงการฯ จัดตั้งกองทุนชดเชย (Endownment Fund) กำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดนในด้านเศรษฐกิจ สังคม/ชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับข้อกำหนดตามมาตรา 7 การป้องกันและการหยุดยั้งผลกระทบที่เป็นอันตราย และความรับผิดชอบของรัฐต่อความเสียหาย ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538

8.การถอดบทเรียนโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ผ่านมา เนื่องจากมีประเด็นข้อห่วงกังวลจากกระบวนการ PNPCA ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ผ่านมายังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน และยังไม่มีการถอดบทเรียนจากการดำเนินงานของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี ที่ได้ดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะเริ่มกระบวนการ PNPCA ของโครงการใหม่” ทนายความเครือข่ายฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเร็วๆ นี้ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ได้จัดเวทีเสวนาออนไลน์ เรื่องแม่น้ำโขง โดยมีวิทยากรเข้าร่วม อาทิ นายอลัน เบซิสต์ นักวิจัยจากบริษัท Eyes on Earh และ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  (สทนช.) นายไบรอัน อายเลอร์ ศูนย์วิจัย Stimson สหรัฐอเมริกา โดยนายอลัน ได้นำเสนอประเด็นสำคัญของงานวิจัยการศึกษาผลกระทบของเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบน ต่อการไหลของน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่าง (Monitoring the Water Flowing Through the Upper Mekong Basin Unter Natural ZUnimpede Conditions) ว่าจากการใช้วิธีวิจัยต่างๆ รวมทั้งจากภาพถ่ายดาวเทียม และการวัดค่าความชื้นตลอดลุ่มน้ำโขง พบว่าตอนบนมีความชื้น หรือมีปริมาณน้ำมาก แต่การกักเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ในจีน 11 เขื่อน ทำให้พบว่าแม่น้ำโขงตอนล่างมีปริมาณน้ำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์วิจัยสติมสัน กล่าวว่าจากการเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียม เขื่อนต่างๆ ที่แม่น้ำโขงตอนบนในจีน พบว่ามีปริมาณน้ำปกติ หรือเต็มอ่างเก็บน้ำ ในช่วงปี 2562 จนถึงต้นปี 2563 อาทิ เขื่อนนั่วจาตู้ เขื่อนจิงหง ซึ่งตรงข้ามกับคำแถลงของรัฐบาลจีนที่ว่ามณฑลยูนนาน พบกับภาวะภัยแล้งเช่นเดียวกันกับแม่น้ำโขงตอนล่าง

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่าการดำเนินการการเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลาก ปล่อยน้ำในฤดูแล้งของเขื่อนจีน แล้วบอกว่านี้คือประโยชน์ของเขื่อนเหมือนกับธนาคารที่ต้องเก็บออมน้ำไว้เพื่อช่วยคนท้ายน้ำ แต่ปรากฎการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตของแม่น้ำโขงไม่มีฤดูกาลตามธรรมชาติที่ดำเนินมาอย่างยาวนานอีกแล้ว เมื่อเขื่อนได้เปลี่ยนแปลงฤดูกาลการไหลของแม่น้ำจนเกิดผลกระทบตลอดสายน้ำโขง การไหลของน้ำจากต้นน้ำถึงปลายน้ำนั้นโดยธรรมชาติไม่ได้ไหลทิ้งไหลขว้างไปโดยเปล่าประโยชน์ ในฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะยกสูงขึ้นท่วมเกาะแก่งหาดดอน และเอ่อท่วมเข้าไปยังแม่น้ำสาขาใหญ่น้อย เป็นโอกาสให้สิ่งมีชีวิต ปู ปลา กุ้งหอยได้ขยายพันธุ์วางไข่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำ ตะกอนถูกชะล้างไหลมากับสายน้ำจากต้นน้ำถึงปลายน้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับแม่น้ำ ในฤดูแล้งแม่น้ำโขงจะลดลงระบบนิเวศน์จะทำหน้าที่ตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหาร สมุนไพรจะเกิดขึ้นตามเกาะดอน เกิดพื้นที่ในการทำการเกษตรของคนริมฝั่งโขง นกนานาชนิดวางไข่ตามหาดดอน

“ความจริงของการสร้างเขื่อน คือเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และการปล่อยน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศจีน และบริษัทที่สร้างเขื่อนเท่านั้น” นายนิวัฒน์ กล่าว

ชาวบ้านท้ายเขื่อนไซยะบุรีในภาคอีสาน พากันตื่นตระหนก เมื่อเห็นสีแม่น้ำโขงเปลี่ยนเป็นสีขุ่นข้นเหมือนฤดูฝน ตรวจสอบกันจ้าละหวั่น และพบว่า ฝนตกหนักในน้ำอู และน้ำคาน แขวงหลวงพระบาง ทำให้น้ำโขงเปลี่ยนสี  และปลาตื่นน้ำ โดยบริเวณหน้าวัดหายโศก ต.สังคม อ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งทางวัดทำเป็นเขตอภัยทาน มีปลาน้ำโขงหลบภัยมาอยู่ที่นี่ วันนี้ตื่นน้ำ และหายไปหมด พระพิทักษ์ชัย เจ้าอาวาสวัดกล่าวว่า ไม่รู้ปลาจะตื่นน้ำ และหลงว่ายไปติดเบ็ดติดมองชาวบ้านไหม และเชื่อมั่นว่าหากเป็นเช่นนี้ระยะยาวปลาหลายชนิดในแม่น้ำโขงเสี่ยงสูญพันธุ์แน่นอน

ในขณะที่เครือข่ายคนฮักน้ำโขง ได้พยายามตรวจสอบข้อมูลและสื่อสารกัน เกรงจะกระทบปลากระชัง กลับพบว่า ในเว็บต์ไซต์ของ MRC กราฟแสดงระดับของสถานีเชียงคานในรอบ 30 วัน แสดงระดับน้ำเพิ่มขึ้นที่สถานีหลวงพระบางเมื่อวันที่ 22-23-24 เม.ย. ฝนอาจจะตกตามที่ชาวบ้านแจ้งเตือนกัน อาจจะมีส่วนที่ทำให้ให้น้ำขุ่นบ้าง  สามวันที่แล้ว วันนี้ 26 เมษายน 2563 ระดับอยู่ที่ 4.12 (เวลา 18.30 น.)  ระดับน้ำเพิ่มขึ้นนับจากคืนวันที่ 25 เม.ย. ประมาณ 30 ซม. และยังพบอีกว่า ตอนนี้สถานีวัดระดับรายชั่วโมงในเว็บของ MRC ไม่มีข้อมูลอัพเดทรายชั่วโมง และรายวันนับตั้งแต่วนที่ 25 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมาแล้ว มีเพียงข้อมูลรายสัปดาห์ที่พอดูได้ ตามนี้ เส้นระดับน้ำสีแดงๆ แสดงระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำหลวงพระบางตรงปากน้ำคาน เป็นเส้นตรงดิ่ง ขึ้นลงนิดหน่อย นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2562 เป็นต้นมา รวมเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว นับเป็นเรื่องที่เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง เป็นกังวล เพราะหากเกิดภัยพิบัติ แต่ไม่มีระบบแจ้งเตือนภัย และไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันได้เลย.

ขอขอบคุณภาพประกอบข่าวจาก MekongRiverView ,เครือข่ายกลุ่มคนฮักแม่น้ำโขง

 

ภัทรวินทร์ ลีปาน

หนองคาย




ป้ายกำกับ:, , ,

previous arrow
next arrow
Slider
wordpress themes by wpicus
สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000