เลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้ประชาชนใน 5 จังหวัด มั่นใจในมาตรการป้องกันการระบาดของ”โควิด 19” - ไทยเสรีนิวส์
เลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้ประชาชนใน 5 จังหวัด มั่นใจในมาตรการป้องกันการระบาดของ”โควิด 19”

เรื่องการแพร่ระระบาดของเชื้อไข้หวัด “โควิด 19” ถือเป็นการแพร่ระบาดที่รุนแรงที่สุด และลุกลามไปทุกประเทศในโลกใบนี้ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีอาญาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซียถึง 4 รัฐ ได้แก่รัฐ กลันตัน ที่ติดกับประเทศไทยด้าน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีด่านพรมแดนอยู่ 3 ด่านด้วยกัน คือ 1 ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก 2 ด่านตากใบที่อยู่ใน อ.ตากใบ และด่านบูเกะตา ซึ่งอยู่ใน อ.แว้ง และในแนวชายแดนที่ยาวเหยียดในด้านจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ อ.สุคิริน จนถึง อ.ตากใบ ยังมีจุดผ่านแดนที่เรียกว่า”จุดผ่อนปรน” อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นจุดผ่านแดนเถื่อน ที่ชาวบ้านหรือผู้ลักลอบเข้าเมืองใช้ในการผ่านเข้า-ออก อีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งมักจะเรียกว่า”ช่องทางตามธรรมชาติ”


ดังนั้น สถานการณ์ด้านจังหวัดนราธิวาส หลังจากที่ประเทศมาเลเซียประกาศปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18-31 มีนาคมที่จะถึง อยู่เป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการป้องกัน คัดกรองผู้ป่วย และกลุ่มเสี่ยงต้อง ทำงานหนัก และเจ้าหน้าที่อาจจะกลายเป็นผู้ป่วย หรือกลุ่มเสี่ยงเสียเองก็เป็นได้ หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ

เช่นเดียวกับสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสงขลา ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย 2 รัฐ คือ รัฐเคดาห์ และรัฐเปอร์ลิส ซึ่งมีด่านพรมแดนจำนวน 3 แห่ง เช่นกัน 1 คือด่านพรมแดนปาดังเบซาร์ อ.สะเดา ที่ติดกับรัฐเปอร์ลิส หรือ”ปะลิส ด่านพรมแดนสะเดา ชายแดน ต.สำนักขาม ซึ่งเป็นเส้นทางสายเอเชีย ที่ยาวไปถึงประเทศสิงคโปร์ และด่านพรมแดนบ้านประกอบ อ.นาทวี ที่ติดกับรัฐเคดาห์ แต่ก็ยังโชคดี ที่ชายแดนจังหวัดสงขลาไม่มีจุด”ผ่อนปรน”และจุดผ่านแดนเถื่อน หรือการผ่านแดนแบบ“วิถีชีวิต” ของ ประชาชนตามแนวชายแดนด้าน จ.นราธิวาส มีเพียงช่องทางขนสินค้าเถื่อน คนเถื่อน ซึ่งมีอยู่ในกี่จุด ในด้าน ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา เท่านั้น


ส่วน จ.ยะลา มีเพียงด่านพรมแดน อ.เบตง เพียงแห่งเดียว ที่อยู่ติดกับรัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย ดังนั้นจึงเป็นเพียงจังหวัดเดียวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ง่ายต่อการควบคุมการเดินทางเข้า-ออก ระหว่างประเทศ และหลังการประกาศปิดประเทศของรัฐบาลมาเลเซีย เบตง จึงเป็นพื้นที่ซึ่งปลอดภัยที่สุด ในบรรดาเมืองชายแดน เพราะเบตงเป็น “เมืองปิด” นั่นเอง
ส่วน จ.สตูล เป็นเมืองชายแดน ที่ติดกับรัฐ เปอร์ลิส หรือ “ปะลิส” ประเทศมาเลเซีย และมีด่านชายแดน 2 แห่ง 1 ด่านพรมแดนตำมะลัง อ.เมือง ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำ 2 ด่านวังประจัน อ.ควนโดน ซึ่งเป็นด่านทางบก และไม่มีจุดผ่อนปรน แต่ก็มีเส้นทางเดินเรือ ที่สามารถลักลอบเข้าเมืองได้ในหลายพื้นที่


วันนี้ พื้นที่ 5 จังหวัด เป็น”จุดเสี่ยงสูง” มาจากสาเหตุที่ 1. มีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเดินทางไปร่วมงานชุมนุมทางศาสนาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ก่อนหน้านี้จำนวน 132 คน เดินทางกลับเข้าประเทศโดยไม่ผ่านการตรวจเชื้อ และหลังจากนั้น ทางการมาเลเซียพบว่าผู้เข้าร่วมงานชุมนุมทางศาสนากว่า 10,000 คน ตรวจพบผู้ติดเชื้อ”โควิด 19 “ เป็นจำนวนมาก และนำมาสู่การประกาศปิดประเทศ ในที่สุด
2. ในประเทศมาเลเซีย มีคนไทยมุสลิมจำนวนมาก ทั้งที่ไปทำงานอยู่ใน ร้านต้มย้ำกุ้ง หรือร้านอาหาร แรงงานในภาคการเกษตร ประมง และ อื่นๆ รวมทั้ง นักเรียน นักศึกษา ทั้งที่เข้าไปแบบ “ถูกต้อง” และแบบ”เถื่อนๆ” ตามแบบฉบับของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประมาณว่าไม่ต่ำกว่า 200,000 คน
คนเหล่านี้ทยอยเดินทางกลับประเทศไทย ตั้งแต่ วันที่ 18 มีนาคม เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ เพื่อกลับภูมิลำเนาเดิมจำนวนหลายหมื่นคนแล้ว และยังคงเดินทางกลับมาเรื่อยๆ จากมาตรการปิดประเทศอย่างเข้มข้นของมาเลเซีย รวมทั้งในอีก 1 เดือนข้างหน้า จะเข้าสู่เดือน”รอมฎอน” จึงทำให้คน” มาลายู” ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาศัยอยู่ใน มาเลเซีย เดินทางกลับมายังมาตุภูมิใน จังหวัดชายแดนภาคใต้มากยิ่งขึ้น


“จุดอ่อน” ของสังคม “มาลายู” คือการ ไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร วิถีชีวิตของการ แสดงความยินดี การสวัสดีด้วยการ”บอกสลาม” คือการสัมผัสมือ และนำมา แตะที่ใบหน้า หรือหน้าอก รวมทั้งความเชื่ออื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ การป้องกันการ”แพร่เชื้อ” อาจจะง่ายกว่า ผู้คนในภูมิภาคอื่นๆ
รวมทั้งการที่คนจำนวน 132 คน ที่ไปร่วมชุมนุมทางศาสนา ซึ่งพบตัวแล้วจำนวนหนึ่ง และพบว่าส่วนใหญ่ ติดเชื่อ “โควิด 19” เกือบทุกคน และคนที่ยังหาไม่พบ ถ้าได้รับเชื้อ ขณะนี้จะ”แพร่” ไปสู่บุคคลอื่นๆแล้ว จำนวนมากน้อย เท่าไหร่ เช่นเดียวกับจำนวนหลายหมื่นคนที่เดินทางกลับจากประเทศมาเลเซีย จากการปิดประเทศของมาเลเซีย จะมีการติดตามดูแลเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดอย่างไร
นอกจากผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในด่านด่านพรมแดนทั้ง 9 แห่ง จะเป็นผู้ที่รับหน้าที่ในการตรวจตราหาผู้ติดเชื้อ และกลุ่มเสี่ยง เพื่อติดตามอาการแล้ว ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ยังเป็นอีกหน่วยงานหลัก ที่ต้องทำหน้าที่ในการ”บูรณาการ” ให้กับหน่วยงานทุกหน่วยใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้การแก้ปัญหา การระบาดของ “โควิด 19” เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในพื้นที่
ซึ่ง พล.ร.ต. สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ได้เปิดเผยว่า ศอ.บต. ให้ความสำคัญในเรื่อง การ พี่ระบาดของ เชื้อไข้หวัด “โควิด 19” สำคัญสูงสุด มีการประชุม เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อฟังปัญหา และกำหนดแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันไปแล้ว และมีการประชุมหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อการรับรู้สถานการณ์จริง และวิธีการป้องกันตนเอง คนในครอบครัว ในชุมชน เพื่อมิให้ ติดเชื้อ ซึ่งการป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ ประชาชนต้องป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้ว ต้องรักษาพยาบาล และ กลุ่มเสี่ยง ก็ดูแลเพื่อมิให้แพร่ไปสู่คนอื่นๆ


วันนี้ ศอ.บต มีการตั้งศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการและแก้ปัญหาปลกระทบโรค “โควิด 19” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันแก้ไขในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอยินยันว่าที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 ได้ดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่อย่างเต็มกำลัง ส่วน ศอ.บต. ทำหน้าที่ เติมช่องวาง และเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน สิ่งที่ห่วงใยคืนมิตทางศาสนา ที่จำเป็นค้องบทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะคนจำนวน 132 คน ที่เดินทางไปชุมนุมในกิจกรรมทางศาสนาที่ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งยังหาตัวไม่พบจำนวนหนึ่ง และการละหมาดวันศุกร์
ซึ่งหลังจากที่ สำนักจุฬาราชมนตรี ได้มีหนังสือให้คำแนะนำ ในการปฏิบัติศาสนากิตต่างๆ ในระหว่างการระบาดของโรคนี้ ในมิติของ ศอ.บต. ได้ขอความร่วมมือจากผู้นสำศาสนาใน 5 จจังหวัด ในการละหมด ต้องมีการเตรียมเจลล้างมือ หรือสบู่ให้เพียงพอ มีการอาบน้ำละหมาดจากบ้าน งดใช้น้ำร่วมกัน และทำความสะอาดพรม สิ่งของ เครื่องใช้ ในมัสยิด งดการให้”สลาม”ด้วยมือ งดกิจกรรมทางศาสนา เช่นการจัด”ดาวะห์” ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก”มัรกัส” หรือศูนย์เผยแพร่ทางศาสนาจังหวัดยะลาด้วยดี รวมทั้งสถาบันปอเนาะจำนวน 400 แห่ง ก็ได้สร้างความเข้าใจกับ นายกสมาคมสถาบันปอเนาะ สร้างความเข้าใจกับผู้นำองค์กรทุกองค์กรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้


สำหรับข้อกังวลเรื่องคนไทยในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะ กลุ่ม”ต้มยำกุ้งกว่า 6,000 แห่ง ซึ่งทยอยกลับประเทศไทย ผ่านจุดตรวจพรมแดนทั้ง 9 แห่ง ได้มีการตรวจสอบ คัดกรองอย่างเข้มข้น และขณะนี้เริ่มลดจำนวนการเดินทางกลับประเทศลงเรื่อยๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มคนที่ เดินทางกลับเข้าประเทศตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งขณะนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ทำการลาดตระเวนแนวชายแดนอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดนี้เป็นมาตรการภายใต้ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการและแก้ปัญหาผลกระทบจากโรค “โควิด 09” ในเบื้องต้น ซึ่งหากพบว่ามีการ ระบาดเพิ่มมากขึ้น และมี ปัจจัยอื่นๆ เกิดขึ้น ก็จะมีการปรับแผนในการรับมืออีกครั้ง และ ศอ.บต. มีการติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
ทั้งหมด คือ มาตรการ จาก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีพรมแดนอยู่ชิดประเทศมาเลเซีย และประเทศมาเลเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านประเทศแรก ที่ประกาศปิดประเทศ เพราะการระบาดอย่างรุนแรงของ”โควิด 19 “ ในครั้งนี้ และ ที่สำคัญ “โควิด 19” จะ แพระระบาดอย่าง ลุกลาม หรือ จะ สามารถ ควบคุมได้หรือไม่ นั้น สำคัญที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ภาคราชการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้นำองค์กรทางศาสนา อยู่ที่ ประชาชนทุกคน ต้องให้ ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

หมายเหตุปลายด้ามขวาน โดย ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล 




ป้ายกำกับ:, ,

previous arrow
next arrow
Slider
wordpress themes by wpicus
สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000