ครบรอบ 93 ปี พระบรมราชโองการ ร.7 ให้สงวนแหล่งถ่านหินไว้ใช้ในราชการ “เหมืองแม่เมาะ” สานต่อเป็นหน่วยงานชั้นนำในการทำเหมืองถ่านหินอย่างยั่งยืนเพื่อการผลิตไฟฟ้า - ไทยเสรีนิวส์
ครบรอบ 93 ปี พระบรมราชโองการ ร.7 ให้สงวนแหล่งถ่านหินไว้ใช้ในราชการ “เหมืองแม่เมาะ” สานต่อเป็นหน่วยงานชั้นนำในการทำเหมืองถ่านหินอย่างยั่งยืนเพื่อการผลิตไฟฟ้า

ครบรอบ 93 ปี พระบรมราชโองการ ร.7 ให้สงวนแหล่งถ่านหินไว้ใช้ในราชการ “เหมืองแม่เมาะ” สานต่อเป็นหน่วยงานชั้นนำในการทำเหมืองถ่านหินอย่างยั่งยืนเพื่อการผลิตไฟฟ้า

เป็นเวลา 93 ปี นับจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2470 ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้มีพระบรมราชโองการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ให้สงวนแหล่งถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไว้ใช้ในราชการเท่านั้น โดยตอนหนึ่งของพระบรมราชโองการมีใจความว่า

“ฉันเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะดำริรวบรวมบ่อถ่านศิลาในพระราชอาณาจักรไว้สำหรับรัฐบาลทำเอง เพราะจะเปนประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อไปหาน้อยไม่ เพราะฉนั้นต่อไปให้สงวนบ่อถ่านศิลาที่บ้านดอน ที่แขวงเมืองกระบี่ และที่แม่เมาะ ไว้สำหรับรัฐบาลตรวจทำ ถ้ามีผู้ใดมาขอประทานบัตร์หรือสิทธิใดๆ ในเขตต์ทั้งหลายที่กล่าวแล้ว จงแจ้งให้ทราบว่า เปนที่ๆ รัฐบาลสงวนไว้ใช้ในราชการ”

ย้อนไปเมื่อครั้งอดีต “ถ่านลิกไนต์” ที่แม่เมาะ ถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงถ่านฟืนสำหรับโรงบ่มใบยากิจการรถไฟ และวัตถุดิบในการทำปุ๋ยเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร การดำเนินงานถ่านหินลิกไนต์ระยะแรกเป็นครั้งคราว ไม่มีความต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเกิดสงคราม

จนเมื่อปี 2493 – 2496 กรมโลหกิจ หรือ กรมทรัพยากรธรณี ได้รื้อฟื้นโครงการสำรวจถ่านลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและการเงินจากองค์การบริหารความมั่นคงร่วมกัน (M.S.A.) ต่อมาเป็น ยูซอม (USOM) แห่งสหรัฐอเมริกา มีพื้นที่สำรวจ 2 แห่ง คือ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และจังหวัดกระบี่ ซึ่งผลการสำรวจที่แม่เมาะ พบว่าแหล่งถ่านลิกไนต์ มีแนวชั้นติดต่อกันยาวไปตามลำห้วยในแอ่งแม่เมาะ อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นยังไม่มีตลาดสำหรับจำหน่ายจึงยังไม่ได้ดำเนินการผลิต

กระทั่งปี 2497 ได้มีการจัดตั้ง สำนักงานสำรวจภาวะถ่านลิกไนต์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบปริมาณ
ถ่านลิกไนต์ วิธีการขุดให้คุ้มค่าในการดำเนินงาน และการนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจากการสำรวจพบปริมาณ
ถ่านลิกไนต์จำนวน 14 ล้านตัน และคาดว่าอาจจะพบเพิ่มในปริมาณสูงถึง 120 ล้านตัน จึงได้ร่างแผนงานเบื้องต้นนำเสนอต่อรัฐบาลให้มีโครงการขุดถ่านลิกไนต์ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า
ใช้เป็นวัตถุมูลฐานในการทำเคมีภัณฑ์ และใช้เป็นถ่านหุงต้ม

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เห็นชอบข้อเสนอดังกล่าวและได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง “องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์” เพื่อเปิดการทำเหมืองและดำเนินกิจการถ่านลิกไนต์ให้บังเกิดผลอย่างจริงจัง และในปีเดียวกันนั้น
ยังได้ก่อสร้างที่ทำการและบ้านพักที่แม่เมาะ

ดังนั้น ในปี 2498 จึงได้เริ่มผลิตถ่านลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ จำหน่ายให้แก่ โรงบ่มใบยาสูบในภาคเหนือ  โรงงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย จ.นครราชสีมา, โรงปูนซีเมนต์ บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด อ.ตาคลี (นครสวรรค์), โรงไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงไฟฟ้าสามเสน ของ การไฟฟ้านครหลวง กรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้ ยังดำเนินการเจาะสำรวจหาปริมาณถ่านลิกไนต์ควบคู่กันไป

จากนั้น จึงได้ดำเนินการก่อสร้างโรงจักรแม่เมาะ จำนวน 2 โรง รวมขนาดกำลังการผลิต 12,500 กิโลวัตต์ โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2503 จนกระทั่งในปี 2512 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อกำเนิดขึ้นจากการรวมกิจการของการลิกไนต์ การไฟฟ้ายันฮี และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ

ปี 2516 และในปี 2522 เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันขึ้นทั่วโลก ราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัว ทั้งยังเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศกำลังขยายตัวกว่าร้อยละ 30 รัฐบาลจึงได้อนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าลิกไนต์และโครงการขยายเหมืองแม่เมาะ โดยนำถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่มีในประเทศ
มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า จนสามารถผ่านพ้นวิกฤติพลังงาน ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าประเทศ
มาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน “เหมืองแม่เมาะ” มีพื้นที่บ่อเหมืองประมาณ 18,000 ไร่ มีปริมาณถ่านหินลิกไนต์สำรองทางธรณีวิทยา 1,088 ล้านตัน คิดเป็นปริมาณถ่านที่มีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจที่จะเปิดทำเหมืองจำนวน 827 ล้านตัน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ได้ว่าสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของกิจการพลังงานไทย ที่มีการพัฒนาเหมืองถ่านหินลิกไนต์และถือเป็นการเริ่มต้นพลังงานโดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า

“เหมืองแม่เมาะ” ยังคงผลิตถ่านหินลิกไนต์เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมกับเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองกรชั้นนำในการทำเหมืองถ่านหินอย่างยั่งยืน และดำเนินการควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการรับรองระบบมาตรฐานในด้านต่างๆ ทั้ง ISO 9001:2008 ด้านระบบบริหารงานคุณภาพ , ISO 14001 : 2015 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม , ISO 26000 & CSR ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และ มอก. 18001-2554& ISO 45001: 2018 ด้านการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ข้อมูล : แผนกประชาสัมพันธ์เหมืองแม่เมาะ

 

 

 




ป้ายกำกับ:, , ,

สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000