จับมือทุกภาคส่วน ระดมความคิดเตรียมปลูก “กัญชงพืชเศรษฐกิจไทย”

เครือข่ายวิจัยและพัฒนากัญชา จับมือทุกภาคส่วน ระดมความคิดเตรียมปลูก “กัญชงพืชเศรษฐกิจไทย” หลังรัฐบาลเตรียมปลดล็อคออกจากยาเสพติด

เครือข่ายวิจัยและพัฒนากัญชา ระดมนักธุรกิจ แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน และ ตัวแทนเกษตรกร 4 ภาค ระดมความคิดเตรียมปลูก “กัญชงพืชเศรษฐกิจไทย” หลังรัฐบาลเตรียมปลดล็อคออกจากยาเสพติด

วันที่ 11 กันยายน 2562 ที่โรงแรมริชมอนด์ ถนน รัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ดร.วศินโรจน์ ธนเจริญเกียรติ ตัวแทนนักธุรกิจ ร่วมประชุมหารือกับทาง ดร.องอาจ วิเศษ ประธานเครือข่ายวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย นายสมชัย แสงทอง นายเศรษฐภัทร์ นิตยวิทธิวรากุล นายศรีทัศน์ มาตราช ในฐานะรองประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย นางธนภัทร พันธวาส ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไทย พท.กฤตนันท์ พันธุ์อุดม กรรมการสภาแพทย์แผนไทย และ ครูกัญชา นอกจากนั้นแล้วยังมี นักธุรกิจ แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน และ ตัวแทนเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 ภาค ร่วมประชุมหารือ “เตรียมการปลูกกัญชงเพื่อเศรษฐกิจไทย” โดยให้มีการร่วมมือหลายฝ่ายภาคส่วนให้เกษตรกรสามารถปลูกกัญชงก่อน ในขณะที่กำลังรอกฎหมายลูกและนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขให้ชัดเจนอีกครั้งในการ “ปลูกกัญชา”

ดร.องอาจ วิเศษ ประธานเครือข่ายวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย ได้กล่าวว่า ตามที่ทางรัฐบาล มีนโยบายสนับสนุนกัญชาและกัญชงเพื่อการแพทย์ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตามในส่วนต้นน้ำคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีหน่วยงานเช่นสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงและกรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์กัญชงหรือเฮมพ์(Hemp)ภายในพื้นที่ควบคุมพร้อมส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากว่า 10 ปี ทางที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการะทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า “…พร้อมที่จะสนับสนุนให้เอกชนและเกษตรกรที่ได้รับอนุญาตปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจฐานรากใหม่ทันทีที่มีการแก้ไข”กฎกระทรวงว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะ เฮมพ์ พ.ศ. 2559 “และสอดรับกับการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จะปลดซีบีดี.(CBD) จากบัญชียาเสพติดในปี 2563 กัญชงมีสารซีบีดี.(CBD) สูงกว่ากัญชามากและมีสารเสพติดทีเฮ็ชซี.(THC) น้อยมาก ยิ่งกว่านั้นกัญชงสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนเช่นช่อดอก เมล็ด เปลือก ใบ ลำต้นและรากในการแปรรูปสร้างมูลค่านับแสนล้านอย่างน้อยใน 10 กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้แก่กลุ่มเวชภัณฑ์ยา,กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์,กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องดื่มและอาหารเสริม (Super Food),กลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษ,กลุ่มผลิตภัณฑ์สิ่งทอเสื้อผ้า,กลุ่มผลิตภัณฑ์นิรภัย,กลุ่มก่อสร้างและวัสดุภัณฑ์,กลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์,กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและกลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี่เช่นซูเปอร์คาพาซิเตอร์ (Super Capacitor) เป็นต้นจึงเป็นโอกาสทองของประเทศไทยและเกษตรกรของเราที่จะมีพืชเศรษฐกิจฐานรากใหม่เป็นพืชแห่งอนาคตเข่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาผ่านกฎหมายฟาร์มบิลล์ (Farm bill2018) ปลดล็อคกัญชงเมื่อปีที่ผ่านมาสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ ๆกว่า 22 มลรัฐ ในขณะที่จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอีกหลายประเทศทั่วโลกก็ส่งเสริมสนับสนุนกัญชงจนกล่าวได้ว่าเป็นเฮมพ์อีโคโนมีของโลก เราจึงต้องเดินเร็วเดินให้ถูกทางโดยเฉพาะการแก้ไขกฎกระทรวงปี 2559 ในส่วนบทเฉพาะกาลเพื่อปลดล็อคกัญชงให้เอกชนและเกษตรกรผลิตแปรรูปสร้างงานสร้างรายได้ประการสำคัญคือกัญชงปลูกและเก็บเกี่ยวต่อรอบผลิตเพียง 120 วันกินน้ำน้อยไม่ต้องใช้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงหรือยากำจัดวัชพืชที่เป็นอันตรายต่อเกษตรและสภาพแวดล้อม

ดร.องอาจ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้เองทางเครือข่ายวิจัยและพัฒนากัญชาฯ จำเป็นต้องระดมความคิดเห็นของ นักธุรกิจที่จะร่วมมือกับทาง แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน และ เกษตรกร ดำเนินการขอ“ปลูกกัญชง”รอกฎหมายกัญชา ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งทำยาจากกัญชง และ ทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากกัญชง ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่รายได้และเศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะดีขึ้น ตนต้องขอขอบคุณ ดร.วศินโรจน์ ธนเจริญเกียรติ ตัวแทนนักธุรกิจ ที่เปิดเวทีให้โอกาสตัวแทนแต่ละภาคส่วนมาแสดงความคิดเห็นและเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมในครั้งนี้ด้วย

หลังจากนั้น ดร.องอาจ วิเศษ ประธานเครือข่ายวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย เป็นตัวแทนทุกภาคส่วนมอบกระเช้าและอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้กับ ดร.วศินโรจน์ ธนเจริญเกียรติ ตัวแทนนักธุรกิจ และพร้อมที่จะเดินเคียงคู่ไปกับภาคประชาชน ให้ประชาชนรายได้ลืมตาอ้าปาก สร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับครอบครัวในอนาคตต่อไป

previous arrow
next arrow
Slider
wordpress themes by wpicus
สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000