ไปกราบไหว้ขอพร “องค์ปู่พญานาคเรืองแสง” หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่วัดป่าภูปัง ดินแดนบำเพ็ญธรรมของพญานาค - ไทยเสรีนิวส์
ไปกราบไหว้ขอพร “องค์ปู่พญานาคเรืองแสง” หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่วัดป่าภูปัง ดินแดนบำเพ็ญธรรมของพญานาค

ไปกราบไหว้ขอพร “องค์ปู่พญานาคเรืองแสง” หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่วัดป่าภูปัง ดินแดนบำเพ็ญธรรมของพญานาค

วัดป่าภูปัง (ธรรมยุต) ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านพะเนียด ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี  เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2536 โดยหลวงพ่อพระเทพมงคลญาณ วิ. (สนธิ์  อนาลโย) เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา บางมด กรุงเทพฯ และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศตั้งวัดป่าภูปังในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 ปัจจุบันนี้มี พระครูวิมลปัทมนันท์ เป็นเจ้าอาวาส และที่วัดป่าภูปัง แห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งธุดงค์สถานองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และยังมีพระประธานพระพุทธมหาจักรพรรดิประทานพร ที่สวยสดงดงามมากที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี และยังมีหลวงพ่อองค์ดำให้กราบไหว้ อีกทั้ง เจดีย์พุทธคยาจำลอง (มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในองค์พระเจดีย์พุทธคยาจำลองด้วย) นอกจากนี้ที่วัดป่าภูปัง ยังมีแหล่งท่องเที่ยวภายในวัดอีกด้วย อาทิเช่น โบสถ์ , วิหารสมเด็จองค์ปฐม  และมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวของเราจะขอแนะนำ และเขียนถึงความเป็นมา นั่นคือ  องค์ปู่พญานาค 3 องค์  ซึ่งเป็นพญานาคเรืองแสงในยามค่ำคืน หนึ่งเดียวในประเทศไทย

พระครูวิมลปัทมนันท์ เจ้าอาวาสวัดป่าภูปัง ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาขององค์ปู่ พญานาค ให้ผู้สื่อข่าวของเราฟังว่า ในช่วงที่สร้างวัดป่าภูปังใหม่ๆ พระเทพมงคลญาณหรือหลวงพ่อสนธิ์เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา กรุงเทพมหานคร จะมาที่วัดบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้ชวนน้าพราหมณ์ (โยมที่ช่วยหลวงพ่อสร้างวัดแต่แรกเริ่ม) เดินขึ้นไปบนเขา เพื่อสำรวจดูว่าจะให้พระ-เณร ขึ้นมาปัดกวาด ที่ใดได้บ้าง น้าพราหมณ์จึงเดินตามหลังหลวงพ่อไป แล้วก็พบร่องรอยเหมือนรอยงูเลื้อยผ่านไปใหม่ๆ เพราะยังมีเมือกอยู่ หลวงพ่อจึงพาเดินตามรอยนี้ไปเรื่อยๆ ผ่านไปตามดงหญ้าแห้งๆ ก็ยิ่งเห็นชัดว่าเป็นรอยงูแต่ว่าคงจะตัวใหญ่มาก เพราะรอยนั้นโล่งคล้ายทางคนเดิน น้าพราหมณ์จึงเดินไปบนรอยนี้เพราะเดินง่ายกว่า ไม่ต้องลุยพงหญ้า แต่หลวงพ่อห้ามไม่ให้เหยียบ แล้วท่านก็ถามขึ้นว่า ปู่พญานาคมาหาบ้างไหม ? ปู่ก่ำ (ปู่ผ้าขาว) ไม่พาไปเมืองบาดาลหรอกหรือ?  พอลงมาจากเขาหลวงพ่อก็ยังถามย้ำอีกว่า ปีนี้ปู่ก่ำพาไปทำบั้งไฟถวายปู่พญานาคที่ปากกะดิงไหม?  (ปากกะดิง อยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นบริเวณสะดือแม่น้ำโขง อยู่ตรงกันข้ามกับแก่งอาฮง วัดอาฮงศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ) พอดีมีโยมเดินมาเสียก่อน หลวงพ่อจึงหยุดสนทนาแล้วหันไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับคุณโยมแทน

น้าพราหมณ์เก็บความสงสัยกลับมาแล้วลองนั่งสมาธิ แล้วตั้งจิตอธิษฐานถามปู่ก่ำในสมาธิ ท่านบอกว่าจะมารับคืนพรุ่งนี้แต่การไปหาพญานาคต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน 3 คืน เมื่อรู้เช่นนี้น้าพราหมณ์จึงบอกโยมคุณยายให้รู้ว่านั่งสมาธิอยู่ในห้อง 3 คืน ขอให้โยมคุณยายมาอยู่เป็นเพื่อนที่วัดเพื่อช่วยดูและระวังไม่ให้ใครมาแตะต้องตัวโดยล็อกประตูจากข้างนอก ซึ่งน้าพราหมณ์ เล่าว่า  หลังนั่งสมาธิไม่นานก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อ พอหันไปตามเสียงเห็นปู่ก่ำยืนอยู่ข้างนอก ตอนนั้นตนรู้ตัวดีว่านั่งอยู่ในห้องแต่มองทะลุออกไปได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่าง เมื่อลุกขึ้นก็มองเห็นตัวเองยังนั่งอยู่ เลยคิดกลัวว่าถ้าลงไปแล้วจะตายหรือไม่ เพราะเห็นตัวเองมีสองร่าง “น้อย คนเรามันก็มีแค่สังขาร”  เมื่อได้ยินปู่ก่ำบอกเช่นนั้น ตนจึงลุกมาแล้วมองกลับไปยังร่างที่นั่งอยู่ซึ่งปรากฏว่ามีไอร้อนลอยขึ้น ส่วนจิตที่ลุกมานั้นเบาสบาย และเมื่อเดินตามหลังปู่ก่ำไป สภาวะรอบๆ วัดป่าภูปังในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปทันที

ในสมาธิ ปู่ก่ำ พาผ่านบ้านเรือนของชาวบ้านบังบดเรื่อยไปจนถึงเมืองพญานาค ลักษณะบ้านเมืองเหมือนกับบ้านเมืองเรา แต่ไม่มีใครเข้ามาถามไถ่หรือพูดอะไรกับตนเลย  จนมาถึงที่บำเพ็ญธรรมของพญานาคซึ่งมีพญานาคนั่งอยู่ 3 องค์ ใส่ชุดขาว ผมสีขาวมวยเก็บไว้ที่ท้ายทอย มีเครายาวสีขาว ใส่อังสะเหมือนพระ แต่ผ้าเตี่ยวเป็นชุดขาว นั่งอยู่บนแท่นที่มีเพชรประดับระยิบระยับ ปู่ก่ำบอกว่า องค์นี้คือ “ ปู่พญาโคตมะนาคราช” มีเครื่องทรงประจำองค์สีเงิน  องค์ที่สองคือ  “ปู่พญาอนันตะนาคราช” มีเครื่องทรงประจำองค์สีทอง และอีกองค์คือ  “ปู่พญานันจันทวานาคราช” มีเครื่องทรงประจำองค์สีเขียวมรกต  ทั้งสามองค์นี้เป็นพี่น้องกัน เป็นเจ้าเมืองบาดาลปากกะดิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเหล่าพญานาค มีอายุอยู่ในภพภูมิพญานาค ยังไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องปฏิบัติภาวนาสร้างบารมีอยู่ในเมืองบาดาล ยังไม่สามารถเป็นพระอรหันต์หรือไปนิพพานได้ มีอย่างเดียวคือภาวนาอธิษฐานให้ตัวเองเกิดมาเป็นมนุษย์จึงจะได้ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ ท่านทั้งสามจึงต้องอยู่ในภพภูมินี้ด้วยยังไม่ถึงเวลา   และปู่พญานาคทั้งสามได้ลืมตา มองด้วยสายตายิ้ม ดูมีเมตตา และบอกกล่าวว่า พญานาคไม่ได้เบียดเบียนใคร อยู่กันแบบหลายเผ่าพันธุ์ พญานาคอย่างท่านนั้นถือศีล ซึ่งถ้าเปรียบกับโลกมนุษย์ก็เหมือนกับพระสงฆ์ ส่วนพญานาคอื่นๆ ต่างทำมาหากินกันไป มีทั้งพญานาคดี และไม่ดี เหมือนกับคนเช่นกัน ส่วนท่านนั้นบำเพ็ญเพียรอย่างเดียว ถ้าทำบุญแล้วอยากให้ถึงปู่พญานาคก็ให้นำผ้าเจ็ดสี จุดธูปเจ็ดดอกและเทียนสองเล่ม ยกขึ้นอธิษฐาน ว่า  จะให้ท่านช่วยเรื่องอะไร แล้วค่อยปล่อยลงน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำที่ไหนก็ตาม ถ้าไหลลงแม่น้ำโขงหรือมหาสมุทรก็จะถึงหมดซึ่งแม้ว่าบุญบารมีของปู่พญานาคอาจไม่สามารถเนรมิตได้ทุกอย่างตามประสงค์ แต่ท่านก็อยากช่วยเหลือเพื่อจะได้เพิ่มพูนบารมีนั่นเอง

ปู่ก่ำ  บอกว่า  ภพชาติหนึ่ง หลวงพ่อสนธิ์เคยเป็นลูกของปู่พญานันจันทวานาคราชท่านได้ให้หลวงพ่อในชาตินั้นแปลงกายเป็นมนุษย์ขึ้นมาใส่บาตรแก่พระอรหันต์ จึงทำให้แรงอธิฐานสัมฤทธิ์ผลส่งให้หลวงพ่อหลุดจากภพภูมิพญานาคมาเกิดเป็นมนุษย์ หลายภพหลายชาติ เวียนว่ายตายเกิด ได้สะสมบุญบารมีเรื่อยมาจนในชาติภพท้ายๆไม่ว่าหลวงพ่อจะเกิดเป็นคนแบบไหนท่านก็จะได้บวช จากนั้นมาหลวงพ่อไม่ได้ไปจุติที่ภพพญานาคอีกเลย

ที่ภูปัง แห่งนี้เคยมีคนพบงูใหญ่ที่มีสีเหมือนสีเครื่องทรงของปู่พญานันจันทวานาคราช ด้วยเช่นกัน “พระครูวิมลปัทมนันท์”  เจ้าอาวาสวัดป่าภูปัง คือผู้หนึ่งที่เคยพบงูใหญ่ตัวนี้ในระยะกระชั้นชิด ท่านบอกว่า วันหนึ่งขณะที่เดินอยู่บริเวณทางขึ้นเขาภูปัง ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังอยู่นาน แล้วจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเสียงนี้เป็นเสียงเรียกท่าน เพียงแต่ไม่เป็นภาษา ไม่เป็นคำพูดเหมือนที่เราเรียกกัน จึงหันมองหาที่มาของเสียงนั้น แล้วสายตาก็ปะทะกับงูใหญ่ ขนาดเท่าแขน อยู่ห่างไม่เกินวา กำลังชูคอแผ่แม่เบี้ย จ้องมองที่ท่าน ตอนนั้นตกใจเพราะงูตัวดังกล่าว เป็น งูจงอาง สีเขียวประกายทอง  ที่พระครูวิมลปัทมนันท์ พบแบบเผชิญหน้า บริเวณทางขึ้นเขาภูปัง ตัวใหญ่มากไม่เคยเจอมาก่อน  จึงตั้งสติแล้วอธิษฐานจิตน้อมบุญกุศลให้ งูตัวนั้น ค่อยๆ ลดหัวลงแล้วค่อยๆเลื้อยไปก่อนจะหันกลับมาจ้องมองท่านอีกครั้งสักพักหนึ่งจึงเลื้อยหายไป ที่น่าอัศจรรย์คืองูนั้น  เป็นงูจงอางแต่ตัวเป็นสีเขียวเหลือบประกายทอง ซึ่งตรงกับ  “นายพลายมาศ แสนทวีสุข” หรือหมอตั๋ง ที่เคยปฏิบัติธรรมอยู่วัดป่าภูปังตั้งแต่เริ่มสร้างวัด บอกว่าเคยเห็นงูจงอางสีเขียวทองตัวนี้ เช่นกัน  เป็นงูที่มีฤทธิ์มาก จำได้ว่าวันหนึ่งเกิดท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนฝนจะตกหนัก แล้วเห็นงูตัวนี้คาบไข่ของมันชูขึ้นมา ปรากฎว่าฟ้าฝนที่มืดครึ้มอยู่นั้นค่อยๆ สว่าง ฟ้าโปร่งขึ้นมาแทนในทันที  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า งูใหญ่สีเขียวทองตัวนี้อาจเป็นบริวารของ ปู่พญานันจันทวานาคราช ที่มาคอยช่วยหลวงพ่อสนธิ์ดูแลวัดป่าภูปังนั่นเอง

เมื่อหลวงพ่อสนธ์กลับมาภูปังอีกครั้ง ท่านก็ได้ถามน้าพราหมณ์ว่า ปู่ก่ำพาไปเที่ยวเมืองพญานาคม่วนบ๊อ?  น้าพราหมณ์รู้สึกแปลกใจที่หลวงพ่อรู้ จึงเล่าไปตามที่ปู่ก่ำพาไปเห็นมา  แต่เล่าได้ไม่ทันไรก็มีโยมเดินเข้ามา บทสนทนาจึงเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น  หลวงพ่อไม่เคยพูดเรื่องอัศจรรย์กับใครเลยแต่ท่านจะรู้ทุกครั้งที่ปู่ก่ำพาน้าพราหมณ์ไปที่ต่างๆ ซึ่งท่านก็จะสอนเสมอว่า เมื่อเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็เอามาปฏิบัติ เพราะการเกิดเป็นพญานาคนั้นยังไม่ใช่ทางหลุดพ้น เราได้เป็นคน ได้อยู่ตรงนี้ต่างหากที่เป็นทางบำเพ็ญเพื่อหลุดพ้นได้ดีที่สุด เป็นคนนี่แหล่ะน้อย ชัดเจนที่สุดแล้ว

ในปี พ.ศ.2540  ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อพาขุดย้ายหิน ขณะนั้นมีน้าพราหมณ์กับน้องสาวช่วยกันทำ น้าพราหมณ์มองดูแล้วคิดว่าไม่น่าจะทำไหว หินที่ขุดลงไปมีแต่ก้อนใหญ่ๆ น่าจะเกินกำลังของผู้หญิงสองคน เมื่อน้าพราหมณ์คิดในใจอย่างนั้น หลวงพ่อท่านได้พูดขึ้นเฉยๆ ว่า ย้ายได้!!!  แล้วท่านก็เอาไม้ไปวาดบนดินเป็นวงกลม บอกว่าจะย้ายมาตรงนี้ พอน้าพราหมณ์กับน้องสาวออกแรงงัดหิน หลวงพ่อเอาไม้เท้ามาจี้ที่ก้อนหิน  ปรากฏว่า มันกลิ้งไปตรงที่ท่านวงไว้ได้ง่ายๆ ท่านวงกลมไว้ตรงไหน ทั้งสองคนก็ช่วยกันกลิ้งหินไปตรงนั้นได้ไม่ยาก บางจุดมีลักษณะเป็นเนิน ยังสามารถช่วยกันกลิ้งขึ้นเนินได้ไม่ยากเย็นอย่างน่าประหลาดใจ แต่เมื่อมีญาติโยมขึ้นมาช่วยท่านจะไม่ช่วยต่อ นี่คือสิ่งที่น้าพราหมณ์ได้สังเกตเห็นว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

ภายหลัง น้าพราหมณ์ได้รู้ว่าการย้ายหินขนาดใหญ่ที่ทำกันได้อย่างสะดวกง่ายดายนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากแรงอธิฐานของดวงจิตพญานาคที่มาช่วยสร้างวัดเพื่อสั่งสมบุญบารมี ซึ่งเรื่องนี้มี “นายคำตัน  โคตรวันทา” หรือลุงคำตัน ชาวอำเภอเขมราฐมาเล่าให้ฟังว่า ได้ฝันเห็นปู่พญานาคมาบอกให้เลิกกินเหล้า แล้วให้มาหาหลวงพ่อสนธิ์กับน้าพราหมณ์ที่วัดป่าภูปัง เพื่อช่วยกันสร้างวัด สร้างบุญกุศล แต่ลุงคำตันไม่ได้สนใจอะไร ต่อมาเพื่อนของลุงคำตัน ชื่อ ลุงติ ได้ฝันเห็นปู่พญานาค มาบอกให้ลุงติไปรับพญานาค 7 ตน ที่แม่น้ำสองสีแล้วพามาส่งที่ภูปัง ฝันถึงเรื่องเดียวกันติดต่อกันถึง 3 ครั้ง แต่ไม่สนใจอะไร จนวันหนึ่งเกิดอาการปวดแสบตาขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เหมือนใครเอาพริกมาโรยใส่ตา แสบร้อนนัยน์ตาอย่างมากไปหาหมอรักษาก็ไม่หาย จนนึกเอะใจถึงเรื่องพญานาคในฝัน เลยตัดสินใจลองจุดธูป-เทียน บอกกล่าว่าถ้าหายจากอาการเจ็บปวดตา จะไปรับพญานาคที่แม่น้ำสองสีให้ทันที เพียงสักครู่ อาการปวดแสบนัยน์ตา นั้นได้หายไป ลุงตินึกอัศจรรย์ใจว่าฝันนี้ต้องไม่ใช่ฝันธรรมดาอย่างแน่นอน จากนั้นไม่กี่วันลุงติได้ขับรถไปที่แม่น้ำสองสี แล้วจุดธูป-เทียน พร้อมกระทงดอกไม้ยกขึ้นอธิษฐานบอกกล่าวว่า ปู่พญานาคให้มารับ ก็ได้มารับแล้ว ขอให้ไปด้วยกันเถิด  แล้วจึงปล่อยกระทงนั้นลงแม่น้ำโขงไป พอขับรถกลับออกมาลุงติรู้สึก ว่ากระบะรถด้านหลังหนักอึ้งเหมือนบรรทุกของเต็มอัตรา ทั้งๆ ที่ไม่ได้บรรทุกอะไรมาเลย จากนั้นจึงขับรถมุ่งหน้าสู่วัดป่าภูปัง

เมื่อลุงติมาถึงวัดป่าภูปัง พบโยมยายจ่อยกำลัง ปัดกวาดบริเวณวัด จึงได้บอกกล่าวเล่าความว่าพาพญานาคจากโขงเจียมมาส่ง ปู่พญานาคให้พามาช่วยสร้างวัด เมื่อได้ยินดังนั้น โยมยายจ่อย จึงเอ่ยเป็นการขานรับว่า มาโลดเจ้าค่า มาอยู่ตรงเพิงถ้ำนี้นะ (ที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์ดำในปัจจุบัน ณ ศาลาอเนกประสงค์ชั้นที่สอง) ไม่ต้องออกไปให้ชาวบ้านเห็น เดี๋ยวเขาจะตกใจกัน และเมื่อลุงติ ขับรถออกไป รู้สึกว่ากระบะรถด้านหลังกลับเบาขึ้นดังเดิมอย่างน่าอัศจรรย์

ต่อๆมา น้าพราหมณ์สังเกตดูโดยรอบบริเวณวัดเห็นว่าสะอาดสะอ้านดี แม้จะมีต้นไม้มากมายแต่ใบไม้-ใบหญ้า ไม่ได้ร่วงหล่นทับถมจนรกเกินไปนัก คล้ายว่ามีใครมาช่วยปัดกวาดไปแล้วระดับหนึ่ง ยิ่งวันไหนที่พระและโยม ต้องลงแรงกับงานใหญ่ๆ อย่างการขุดย้ายหินนั้น เหมือนว่าบริเวณวัดจะดูเตียนโล่งขึ้นกว่าปกติโดยยังไม่ได้ปัดกวาด หรืองานขุดย้ายหินที่ดูว่าหนักหน่วง ก็สามารถช่วยกันทำได้อย่างไม่หนักหนาเกินไปด้วย คล้ายมีคนหลายคนมาช่วยยก ช่วยย้าย นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่น้อย ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากปู่พญานาครู้ว่าหลวงพ่อสนธิ์ไม่ค่อยได้มาที่วัด ส่วนพระและโยมในวัดก็มีกันไม่กี่คน ปู่พญานาคซึ่งมีสายญาณสัญญาภพชาติกับหลวงพ่อ จึงส่งพญานาคที่เป็นทหารของท่านให้มาอยู่ช่วยเหลือการงานต่างๆ นับเป็นศรัทธาแรงกล้าที่ปู่พญานาคและบริวารมีต่อพระพุทธศาสนาและหลวงพ่อสนธิ์ วัดป่าภูปัง จึงเป็นวัดที่กำเนิดเกิดได้จากพลังแห่งแรงศรัทธาของผู้ใฝ่ในพระพุทธศาสนาจากทั้ง 2 ภพภูมิ คือมนุษย์โลกและจากภพบาดาลอันเป็นโลกทิพย์

และในปี พ.ศ.2561 วัดป่าภูปัง และญาติโยมตลอดจนผู้มีจิตศรัทธา จึงได้ร่วมกันสร้างรูปปั้นองค์ปู่พญานาคขึ้นมา 3 องค์ เพื่อระลึกถึงว่า องค์ปู่พญานาคท่านเคยมีสายสัมพันธ์กับหลวงพ่อ และส่งบริวารมาสร้างวัด ดูแลวัดช่วยหลวงพ่อ ทุกท่านจึงได้เห็นรูปปั้นพญานาค 3 องค์ ที่เรืองแสงสวยสดงดงามในยามค่ำคืน ที่วัดป่าภูปัง ด้วยประการฉะนี้ และ “พระครูวิมลปัทมนันท์” เจ้าอาวาสวัดป่าภูปัง ได้กล่าวถึงพญานาคเรืองแสงในยามค่ำคืนนี้ ว่า “ ในยามแห่งรัตติกาล ณ ดินแดนบังบด พญานาคดุจดังว่ามีชีวิตและมีจิตวิญญาณ แสงไฟแห่งราตรีเหมือนปลุกพญานาคราชให้ตื่นจากการหลับใหล ”

กิตติภณ   / รายงาน




ป้ายกำกับ:, , , , ,

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง:

สำนักงานใหญ่ เลขที่ 76 หมู่ 20 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000